วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2563

[คลิป 155] 5 ท่า ยืดตัวก่อนนอน ให้นอนหลับฝันดี


[คลิป 155] 5 ท่า ยืดตัวก่อนนอน ให้นอนหลับฝันดี

เพื่อนๆคนไหนที่มีปัญหานอนหลับยาก รู้สึกไม่สบายตัว เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวขณะนอนอยู่ละก็ เนื้อหาในคลิปนี้คงมีประโยชน์กับเพื่อนๆพอสมควรเลยนะครับ

เพราะเนื้อหาในคลิปนี้ผมได้สาธิตวิธียืดกล้ามเนื้อส่วนที่สำคัญๆของร่างกาย เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ลดความตึง ซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้เรานอนได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับผม 

ซึ่งสาเหตุของการนอนหลับยาก ส่วนหนึ่งก็มาจากกล้ามเนื้อที่ยังคงตึงค้างจากการทำงานในท่าซํ้าๆเดิมๆมาทั้งวัน ถ้าได้คลายกล้ามเนื้อส่วนที่ตึงอยู่เป็นประจำทุกคืน มันช่วยให้เราหลับสบายขึ้นแน่นอนครับ

รายละเอียดในคลิป 

(นาทีที่ 0:28)     ท่าที่ 1 : ยืดหน้าท้อง ขาหนีบ
(นาทีที่ 2:52)     ท่าที่ 2 : ยืดข้างสะโพก หลังล่าง
(นาทีที่ 5:16)     ท่าที่ 3 : ยืดก้น สะโพก
(นาทีที่ 7:12)     ท่าที่ 4 : ยืดหน้าขา ขาหนีบ
(นาทีที่ 10:23)     ท่าที่ 5 : ยืดแขน แก้เมื่อยแขน แขนชา
(นาทีที่ 12:27)     สรุป 




-----------------------------------------------

https://www.facebook.com/doobodys/
http://www.doobody.com/
Line ID : @doobody



วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563

[คลิป 154] วิธีแก้หลังแข็ง หลังตึง ก้มหลังไม่ได้ Part 2



สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่ไม่มีลูกบอลไว้ฝึกตามคลิปที่ 153 ก็ไม่มีปัญหานะครับ เราก็สามารถแก้อาการหลังตึง หลังแข็ง ยืดกระดูกสันหลังได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลยก็ได้ ส่วนวิธีการฝึกจะทำอย่างไรติดตามได้ในคลิปนี้เลย

รายละเอียดในคลิป 

(นาทีที่ 0:27)     วิธีฝึก
(นาทีที่ 4:28)     สรุป 


-----------------------------------------------

https://www.facebook.com/doobodys/
http://www.doobody.com/
Line ID : @doobody
แผนที่มาคลินิก https://goo.gl/shPWGR


วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563

[คลิป 153] บอลอัดท้อง แก้หลังแข็ง หลังตึง หลังแอ่น Part 1



[คลิป 153] บอลอัดท้อง แก้หลังแข็ง หลังตึง หลังแอ่น Part 1

สำหรับเพื่อนๆที่มีปัญหาปวดหลัง หลังแข็ง หลังตึง ก้มหลังไม่ได้ หรือหลังแอ่นอยู่ละก็ ลองบริหารตามคลิปนี้ดูนะครับ เพราะเนื้อหาในคลิปนี้ผมได้บอกวิธีการแก้หลังตึง ปวดหลัง โดยใช้ลูกบอลเพียงแค่ลูกเดียวก็หายได้ ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไรไปชมกันเลยครับ 

รายละเอียดในคลิป 

(นาทีที่ 0:19)     ท่าที่ 1
(นาทีที่ 5:20)     ท่าที่ 2 
(นาทีที่ 7:29)     ข้อห้าม



-----------------------------------------------

https://www.facebook.com/doobodys/
http://www.doobody.com/
Line ID : @doobody
แผนที่มาคลินิก https://goo.gl/shPWGR

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563

ความดันโลหิตสูง กับวิธีลดความดัน แบบไม่ใช้ยา


ความดันโลหิตสูง 
กับวิธีลดความดัน แบบไม่ใช้ยา

เมื่อพูดถึงโรคความดันโลหิตสูง ถือว่าเป็นโรคยอดฮิตในสังคมไทยเลยก็ว่าได้ แล้วยิ่งอายุมากขึ้นก็ดูเหมือนว่าความดันก็มากขึ้นตามอายุไปอีก แล้วเพื่อนๆเคยนึกสงสัยกันมั้ยครับว่า 1) อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ความดันโลหิตสูง, 2) อายุที่มากขึ้นมีผลต่อความดันที่สูงขึ้นจริงหรือ 3) แล้วมันมีวิธีลดความดันแบบไม่ต้องกินยามั้ย? เรามาหาคำตอบกันในบทความนี้ครับ 

แต่ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหา เรามาทำความรู้จักกับความดันโลหิตสูงกันก่อนว่า ตัวเลขเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าความดันโลหิตสูงจนหมอต้องจ่ายยาให้เรากันนะ ตามตารางข้างล่างนี้เลยครับ

ตารางความดันปกติจนถึงความดันสูง

ความดันโลหิตสูง ประตูสู่สาระพัดโรคและอัมพฤกษ์อัมพาต

เวลาเพื่อนๆไปรพ.แล้วหมอแจ้งมาในใบผลตรวจว่า เป็นความดันโลหิตสูง แล้วไม่พบโรคอื่นๆอีก เพื่อนอาจจะรู้สึกดีใจที่เราไม่ได้เป็นโรคอะไรมาก แต่ทราบมั้ยครับว่า แค่ความดันโลหิตสูงเพียงอย่างเดียวทำให้เราเสี่ยงเป็นโรคร้ายแรงตามนี้

- หลอดเลือดโป่งพอง = เสี่ยงทำให้หลอดเลือดแดงแตก ถ้าแตกที่หลอดเลือดหัวใจก็เสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน ถ้าแตกที่สมองก็เสี่ยงเสียชีวิตหรืออัมพาตจากเลือดคั่งในสมอง
- โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
- หัวใจล้มเหลว
- ไตล้มเหลว
- โรคหลอดเลือดสมอง = ความดันเลือดที่สูงตลอดเวลา จะดันผนังหลอดเลือดแดงในสมองให้โป่งอยู่ตลอด จนกระทั่งเส้นเลือดแดงในสมองปริแตก 

ซึ่งโรคที่ผมยกตัวอย่างมา ถ้าเป็นขึ้นมาจริง ชีวิตเราเปลี่ยนไปมหาศาลแน่นอนครับ เช่น โรคหลอดเลือดสมองตีบ แตก ตัน ถ้าเราไม่ตายด้วยโรคนี้แล้วเข้ารับการรักษาทัน อย่างเบาสุดเราก็เป็นอัมพาตครึ่งซีกแน่นอนครับ 

จากเดิมชีวิตที่เราเคยเดินได้ก็จะทำได้ลำบากมากขึ้น นั่งทรงตัวลำบาก กินข้าวลำบาก บางคนแค่กลืนอาหารยังทำได้ยากเลย พูดง่ายๆก็คือ เราจะต้องพึ่งพิงผู้อื่นไปจนกว่าจะทำกายภาพฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงดี ซึ่งใช้เวลาหลายเดือนมาก และมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก (หลักแสน)

ภาพแสดงหลอดเลือดแดงในสมองแตก

1) อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ความดันโลหิตสูง?

ตัวการหลักคือ "โซเดียม" ครับ โซเดียมคืออะไร? โซเดียมคือสารประกอบทางเคมีที่มีอยู่ในเกลือครับผม

โดยการกินเกลือ(กินเค็ม)ในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้เซลล์ในร่างกายสะสมนํ้าภายในเซลล์มากขึ้นจนเกิดภาวะบวมนํ้า (เหมือนกับลูกโป่งที่ถูกสูบนํ้ามากจนบวม) พอเซลล์บวมนํ้า ร่างกายก็ตอบโต้โดยการเพิ่มความดันโลหิตเพื่อขับของเหลวและเกลือส่วนเกินออกไป แล้วกระบวนการนี้แหละที่ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นได้

เกลือคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ความดันโลหิตสูงได้

แล้วที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ การกินโซเดียมดูเหมือนจะการทำงานของเอมไซม์ต้านอนุมูลอิสระในร่างกายที่มีชื่อว่า superoxide dismutase โดยเอมไซม์ตัวนี้มีประสิทธิภาพในการกำจัดสารอนุมูลอิสระเป็นล้านได้ภายในวินาทีเดียว!! พอโซเดียมปิดกั้นการทำงานของเอมไซม์นี้เข้า เลยทำให้เกิดความเครียดสะสมจนถึงกับทำให้หลอดแดงใหญ่ขาดความยืดหยุ่น และเริ่มแข็งตัวขึ้นพร้อมที่จะแตกได้ง่ายขึ้นอีก 

(สารอนุมูลอิสระคืออะไร? 
สรุปให้เข้าใจง่ายๆเลยก็คือ ของเสียที่เกิดจากการทำงานของเซลล์ในร่างกายนั่นเองครับ จะเรียกว่าเป็นขยะของเซลล์ก็ได้นะ เปรียบเสมือนกับเรากินข้าวเข้าไปก็ต้องอึออกมา รถยนต์เติมนํ้ามันเข้าไปก็ต้องปล่อยควันพิษออกมา เซลล์ในร่างกายก็เช่นเดียวกันครับ พอเซลล์ทำงานก็ขับของเสียออกมาในรูปของสารอนุมูลอิสระนั่นเอง)

ควรทานโซเดียมไม่เกินเท่าไหร่?

สมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกันแนะนำให้ทุกคนทานโซเดียมน้อยกว่าวันละ 1,500 มิลลิกรัม (3/4 ช้อนชา) หากเราลดการทานเกลือลงได้ประมาณวันละครึ่งช้อนชา ก็จะป้องกันการเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองถึง 22% และลดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจนเสียชีวิตได้ถึง 16% เพียงแค่ลดการกินเกลือเท่ากับลดความเสี่ยงของการเป็นโรคร้ายแรงไปได้แล้วนะ

มีการทำการทดลองโดยให้คนที่ความดันปกติดื่มซุป 1 ชามที่มีเกลือเท่ากับปริมาณอาหารขาวอเมริกันโดยเฉลี่ย (3,500 มิลลิกรัม) พบว่าภายในอีก 3 ชั่วโมงต่อมาความดันโลหิตเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับอีกกลุ่มหนึ่งที่ดื่มซุปเหมือนกันแต่ไม่ใส่เกลือลงไป 

แล้วก็ยังมีงานวิจัยอีกหลายงานที่แสดงให้เห็นว่า หากลดการทานเกลือ ความดันโลหิตก็จะลดลง และยิ่งลดได้มากก็ยิ่งมีประโยชน์มาก แต่ถ้าไม่ลดเกลือลง ในระยะยาวความดันโลหิตจะเพิ่มขึ้นตลอดชีวิต

อายุมาก ทำให้ความดันสูงขึ้นจริงหรือ

2) อายุที่มากขึ้น ยิ่งทำให้ความดันเราสูงขึ้นจริงหรือ?

ในปีค.ศ. 1920 นักวิจัยได้วัดความดันชาวเคนยา 1,000 คน ซึ่งกินอาหารโซเดียมตํ่าที่เน้นพืชผักไม่แปรรูปเป็นหลักเช่น ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่ว ผลไม้ ผักใบเขียว จนกระทั่งอายุ 40 ปี ความดันชาวเคนยากลุ่มนี้ก็เหมือนกับชาวอเมริกันและยุโรป คือ 125/80 แต่พอติดตามผลการวิจัยต่อไปจนอายุ 60 ปี พบว่าชาวอเมริกันและยุโรปมีความดันโลหิตเกิน 140/90 แต่ในทางกลับกันชาวเคนยากลุ่มเดิมกลับมีความดันโลหิตที่ดีขึ้น โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 110/70 

ชาวเคนยา

แล้วอีกงานวิจัยหนึ่งพบว่า ชาวอินเดียนเผ่ายาโนมาโมมีระดับความดันโลหิตเฉลี่ยที่ 100/60 และคงอยู่อย่างนั้นไปตลอดชีวิต ผู้วิจัยไม่พบคนที่มีภาวะความดันโลหิตสูงแม้แต่รายเดียว โดยชาวยาโนมาโนที่ศึกษานี้ไม่รู้จักกระปุกเกลือ ไม่รู้จัก KFC ไม่รู้จักอาหารที่คนเมืองเค้าทานกันเลย ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ กินอาหารจากพืชที่มีเส้นใยอาหารสูง เคลือนไหวร่างกายมาก และไม่อ้วน 

นอกจากนี้ ยังได้มีการทดลองโดยการนำกลุ่มคนที่มีความดันโลหิตสูงมาและให้กินอาหารที่จำกัดโซเดียม สิ่งที่พบเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนั่นคือ ความดันโลหิตของพวกเค้าลดลงครับ 

แต่พอให้กินอาหารที่มีเกลือตํ่า ความดันโลหิตก็ยังคงสูงอยู่เหมือนเดิม นอกจากนี้ก็ยังให้กลุ่มตัวอย่างกินเกลือชนิดที่เป็นยาเม็ดโซเดียมแตกตัวช้า ความดันก็กลับมาสูงขึ้นอีก ยิ่งแอบให้โซเดียมมากเท่าไหร่ความดันโลหิตคนไข้ก็ยิ่งสูงมากขึ้นเท้านั้น

จากกลุ่มตัวอย่างข้างต้น เพื่อนๆก็พอจะอนุมานกันได้แล้วนะครับว่า "อายุ" ไม่ได้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความดันเพิ่มสูงขึ้นตามอายุที่มากขึ้น แต่เกิดจากการทานโซเดียมสะสมเป็นเวลานาน แล้วก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่ทาน โดยควรเป็นอาหารจำพวกพืชมากๆ และการขยับร่างกายอยู่เสมอนั่นเองครับผม


3) มีวิธีลดความดันสูงแบบไม่ต้องกินยามั้ย?

หลังจากที่อ่านมาซะยืดยาวจนถึงจุดนี้ เพื่อนๆคงพอจะทราบแล้วนะครับว่าเราจะลดความดันโลหิตสูงได้ยังไงกันบ้าง ซึ่งแน่นอนมันก็คือลดการทานโซเดียมให้น้อยกว่าวันละครึ่งช้อนชา 

แต่ทั้งนี้ก็มีคนไข้ผมหลายคนบ่นเหมือนกันว่า ปกติก็ไม่ได้ทานเค็มอยู่แล้ว แทบไม่เคยใส่เกลือให้อาหารด้วยซํ้า แล้วทำไมความดันยังคงเพิ่มสูงอยู่อีก ซึ่งเรื่องนี้คือปัญหาของสังคมเมืองที่ใช้ชีวิตเร่งรีบและชอบทานข้าวนอกบ้านกันเลยละครับ 

เพื่อนทราบกันมั้ยครับว่า กระบวนการผลิตอาหารที่เราทานกันทุกวันนี้มีปริมาณโซเดียมแฝงอยู่เยอะมากๆ เช่น...

- นํ้าซุปก๋วยเตี๋ยว = ทุกวันนี้นํ้าซุปก๋วยเตี๋ยวที่เราทานกันตามร้าน เดี๋ยวนี้เค้าใส่ผงปรุงรสกันแทบทั้งนั้นแล้วนะ แล้วผงปรุงรสเหล่านี้ก็มีส่วนประกอบของโซเดียมแทบทั้งนั้น บางทีเพียงเรากินก๋วยเตี๋ยวชามเดียวแล้วซดนํ้าซุปจนหมดชาม เราอาจได้รับปริมาณโซเดียมเกินครึ่งช้อนชาแล้วก็ได้นะ

- ซอสถั่วเหลือง (ซอสปรุงรสเค็มอื่นๆด้วย) = ที่นิยมใส่ในไข่เจียว ไข่ดาวต่างๆ เพื่อนๆลองผลิกดูส่วนประกอบดูครับ ในนั้นจะมีส่วนผสมของผงชูรสด้วยนะ (โมโนโซเดียมกลูตาเมต) ซึ่งการเหยาะซอสลงไปในจานแต่ละครั้ง นั่นเท่ากับเรากำลังเพิ่มความดันโลหิตให้ตัวเองอยู่นะ

อาหารแช่แข็ง อาหารแปรรูปมักมีโซเดียมสูง

- อาหารแช่แข็ง อาหารแปรรูป = ใครที่ชอบกินอาหารแช่เแข็งตามห้าง หรือร้านสะดวกซื้อ ไม่ว่าจะเป็นข้าว เบอร์เก้อ ขนม แซนวิส พิซซ่า เพื่อนๆทราบกันมั้ยครับว่า ในอาหารเหล่านี้มีปริมาณโซเดียมเยอะมากๆ ส่วนหนึ่งที่เค้าต้องใส่ก็เพื่อรสชาติอาหารที่อรอยขึ้น และช่วยถนอมอาหารให้อยู่ได้นานมากขึ้นนั่นเอง

- เนื้อไก่สดตามห้าง = อุตสาหกรรมอาหารมักจะเติมเกลือลงไปในอาหาร หลักๆก็เพื่อถนอมอาหาร และช่วยเพิ่มนํ้าหนักของเนื้อไก่ด้วย เพราะเมื่อเราเติมเกลือลงไปในเนื้อสัตว์ เนื้อจะดูดนํ้าเข้าไปแล้วอุ้มนํ้าไว้ ด้วยวิธีนี้ก็สามารถเพิ่มนํ้าหนักชิ้นไก่ได้แล้วนั่นเอง 

เนื้อไก่สดที่ดูอวบอิ่มอาจได้รับการฉีดนํ้าเกลือเข้าไป

- อาหารตามร้านอาหาร = ร้านอาหารที่ขายดีคนทานเยอะ มักจะมีรสชาติที่กลมกล่อม จัดจ้าน ซึ่งแน่นอนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่แม่ครัวจะใช้ซอสปรุงรสชนิดต่างๆคลุกเคล้าอาหารให้เข้ากันจนได้รสชาติอาหารที่อร่อย แล้วซอสปรุงรสเหล่านี้ก็มีส่วนผสมของโซเดียมอยู่แน่นอน

ลดการทานเนื้อสัตว์ก็ช่วยลดความดันได้นะ

นอกจากการทานโซเดียมที่น้อยลงแล้ว การทานเนื้อสัตว์ที่น้อยลงจนถึงกับเลิกทานเนื้อสัตว์ไปเลยก็มีส่วนที่ทำให้ความดันโลหิตลดลงด้วยเหมือนกันนะ 

โดยนักวิจัยได้แบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมทดลองออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ 
- กลุ่ม 1.คนที่กินอาหารอเมริกันแบบปกติ แล้วออกกำลังกายสัปดาห์ละไม่ถึง 1 ชั่วโมง 
- กลุ่ม 2 คนที่กินอาหารอเมริกันแบบปกติ แต่ออกกำลังกายโดยการวิ่งสัปดาห์ละ 77.25 กิโลเมตรมาเป็นเวลา 21 ปี
- กลุ่ม 3 คนที่กินมังสวิรัติแบบวีแกน แล้วใช้ชีวิตแบบนั่งๆนอนๆไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกายมาก (วีแกนคือ ไม่ทานอาหารที่มาจากสัตว์เลยรวมทั้ง นม ชีสด้วย)

ซึ่งผลการวิจัยพบว่า 
- นักวิ่งระยะไกลที่กินอาหารแบบปกติมีค่าความดันที่ปกติ นั่นคือ 122/72 
- คนที่กินอาหารแบบปกติ แล้วไม่ออกกำลังกายมีความดันที่สูงขึ้น นั่นคือ 132/79
- ส่วนคนกินแบบวีแกนแล้วเอาแต่นั่งๆนอน กลับพบว่ามีค่าความดันอยู่ที่ 104/62 !! สุดยอดเลยมั้ยละครับ นั่นเท่ากับว่า ต่อให้เราวิ่งปีละ 3,218 กิโลเมตร ก็อาจไม่ช่วยให้ความดันโลหิตตํ่าลงได้เท่ากับกลุ่มที่กินแบบวีแกนที่เอาแต่นั่งๆนอนๆด้วยซํ้า

เน้นกินอาหารที่มาจากพืชผัก ทานเนื้อน้อยๆ มีส่วนช่วยลดความดันสูงได้

สรุป 

ถ้าเราต้องการลดความดันโลหิตที่สูงให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ นั่นคือ 
1) ลดการทานอาหารที่มีโซเดียม เฉลี่ยวันนึงไม่ควรทานเกลือเกินครึ่งช้อนชา
2) ลดการทานเนื้อสัตว์ให้น้อยที่สุด 
3) ทานอาหารที่เป็นพืชผักให้มากขึ้น โดยผ่านกระบวนการแปรรูปให้น้อยที่สุด และไม่ปรุงสุก
4) หมั่นเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอจนรู้สึกเหนื่อยบ้างในทุกๆวัน เช่น เดินเร็ว ขึ้นบันได เต้นแอโรบิก
5) ทานเมล็ดแฟลกซ์วันละหลายช้อนโต๊ะ (ในหนังสือไม่ได้บอกปริมาณที่แน่ชัด) ช่วยลดความดันโลหิตได้ แล้วยังช่วยควบคุมคอเลวเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และระดับนํ้าตาลในเลือด

ชาดอกชบามีส่วนช่วยลดความดันโลหิตสูงได้

6) ดื่มชาดอกชบา วันละ 2 ถ้วย (ใช้ชา 5 ถุง)
7) ทานธัญพืชเต็มเมล็ดแทนข้าวขาว จากงานวิจัยพบว่า คนที่ทานธัญพืชเต็มเมล็ด(เช่น ข้าวกล้อง) วันละ 3 ครั้ง สามารถลดความดันโลหิตได้ และการทานข้าวกล้องเป็นประจำยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่สอง แต่ในทางกลับกัน การกินข้าวขาวกลับมีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานชนิดที่สองเพิ่มขึ้นถึง 17%

------------------------------------------------------------------

หนังสืออ้างอิง
- How Not to Die บทที่ 7 : how not to die from high blood pressure (ทำอย่างไรไม่ให้ตายเพราะความดันโลหิตสูง)






วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2563

สะพายกระเป๋าข้างเดียว กับต้นเหตุที่ทำให้ ปวดหัว ปวดตา ปวดกราม


สะพายกระเป๋าข้างเดียว กับต้นเหตุที่ทำให้
ปวดหัว ปวดตา ปวดกราม

เพื่อนๆคนไหนมีอาการปวดหัวข้างเดียว ปวดกระบอกตา ปวดขมับ ปวดตึงบ่า หรือแม้กระทั่งปวดกรามร้าวไปที่หัวคิ้วอยู่ละก็ อย่าพึ่งคิดว่าเป็นผลจากโรคไมเกรนไปซะหมดนะครับ โดยมากแล้วเกิดจากพฤติกรรมการใช้ร่างกายผิดๆของเราแทบทั้งนั้นเลย แล้วพฤติกรรมไหนบ้างที่เสี่ยงทำให้ปวดเหมือนที่ผมบอกไปข้างต้น เพื่อนๆลองเช็คกันดูเลย

- ทำงานอยู่ในท่าซํ้าๆเดิมๆนานๆ แล้วไม่ค่อยเปลี่ยนอิริยาบถอื่นเลย เช่น เล่นมือถือ ขับรถ ทำงานหน้าคอม คนทำงานโรงงาน
- ยืน-นั่งหลังค่อมไหล่ห่อ
- กล้ามเนื้อช่วงคอ บ่า และหัวไหล่ไม่แข็งแรง
- ความเครียด (ความเครียดสะสม มีผลทำให้กล้ามเนื้อตึงตัว แล้วพอตึงมากๆก็ทำให้กล้ามเนื้อล้า และเกิดอาการปวดได้ในที่สุด)
- และการสะพายกระเป๋าข้างเดียวเป็นเวลานาน

การนั่งหลังค่อม ไหล่ห่อ หรือก้มหน้านานๆ ทำให้ปวดคอบ่าและหัวได้ง่าย

ซึ่งการสะพายกระเป๋าข้างเดียวเนี่ยแหละครับ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณผู้หญิงหลายคนต้องปวดคอบ่ากันอยู่บ่อยๆ เนื่องจากการสะพายกระเป๋าที่มีนํ้าหนักประมาณนึง จะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อช่วงบ่าเกร็งตัวขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เพราะถ้ากล้ามเนื้อไม่เกร็งตัวสู้กับนํ้าหนักกระเป๋า จะทำให้สายรัดกระเป๋ากดทับกล้ามเนื้อมากเกินไปจนบาดเจ็บได้นั่นเองครับ

การเกร็งกล้ามเนื้อแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกตินะครับ แต่ถ้ากล้ามเนื้อเกร็งค้างเป็นเวลานานจากการสะพายกระเป๋าเป็นเวลานาน แถมเราไม่ค่อยยืดกล้ามเนื้อที่บ่าด้วย จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้าง ความยืดหยุ่นน้อยลง หรือที่เราเรียกกันว่า "กล้ามเนื้อตึง" นั่นแหละครับ 

พอตึงมากๆก็ปวด แล้วการหดตัวกล้ามเนื้อบ่าก็ทำได้ไม่เต็มที่ จนทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง แล้วปวดเรื้อรังทุกครั้งที่สะพายกระเป๋า หรือถือของหนักๆนั่นเองครับ


นอกจากนี้ สายสะพายก็มีส่วนที่ทำให้กล้ามเนื้อบ่าเราตึงมากขึ้นได้ด้วยนะ โดยเฉพาะสายสะพายที่มีขนาดเล็ก แข็ง จะยิ่งทำให้กดรัดกล้ามเนื้อเราเพียงแค่จุดเดียวมากเกินไป เมื่อเทียบสายสะพายที่มีหน้ากว้างจะกระจายนํ้าหนักได้ดีกว่า ทำให้สะพายกระเป๋าได้นาน กว่าจะรู้สึกปวดตึงบ่านั่นเองครับ

สายสะพายที่มีขนาดเล็กและแข็งมีผลทำให้ปวดคอบ่าได้ง่ายกว่า

สายสะพายที่ใหญ่และกว้าง จะช่วยกระจายนํ้าหนักไม่ให้กดกล้ามเนื้อเพียงจุดเดียว

แล้วนํ้าหนักของกระเป๋าก็มีส่วนทำให้ปวดได้ด้วยนะ ถ้าเพื่อนๆที่ปวดหัว คอ บ่าเรื้อรังอยู่บ่อยๆละก็ การใส่ของในกระเป๋าให้น้อยชิ้นที่สุดคือทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะป้องกันอาการปวดได้ดีทีเดียวเลยละครับ

ทีนี้ ตำแหน่งสายสะพายที่กดทับกล้ามเนื้อบ่านั้น มีชื่อเรียกว่ากล้ามเนื้อ upper trapezius ซึ่งถ้ากล้ามเนื้อมัดนี้ตึงมากๆ จนเส้นในกล้ามเนื้อที่เรียงตัวกันดีๆขมวดกันเป็นปมจนกลายเป็นก้อนแข็งๆอยู่ในกล้ามเนื้อแล้วละก็ จะทำให้เราปวดบ่าแล้วร้าวขึ้นไปที่ขมับ หัวคิ้ว กระบอกตา บางรายก็ปวดกรามด้วย ขึ้นอยู่กับความตึงของกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อ trapezius ทั้ง 3 ส่วน

ตำแหน่งที่สายสะพายกดลงบนกล้ามเนื้อมัดนี้จนตึงปวด 

โดยก้อนแข็งๆในกล้ามเนื้อมันไม่ใช่พังผืดนะครับ เป็นแค่เส้นใยกล้ามเนื้อที่ขมวดกันเป็นปมแล้วนูนจนเป็นก้อนขึ้น มีชื่อเรียกเจ้าก้อนนี้อย่างเป็นทางการว่า trigger point นั่นเองครับผม

แล้วพอสายรัดกระเป๋าที่เราสะพายมันไปกดรัดโดนก้อน trigger point เข้า ก็จะทำให้ปวดร้าวขึ้นขมับ หัวคิ้ว กระบอกตาได้ ตามความตึงของก้อนนี้ว่าตึงมากน้อยแค่ไหน 

ซึ่งการที่เราตึงบ่าแล้วร้าวไปจุดอื่นๆได้ไกลจนถึงหัวคิ้วหรือกระบอกตานั้น เป็นผลจากปลายประสาทเส้นเล็กๆภายในกล้ามเนื้อ upper trapezius ที่เชื่อมต่อกันกับกล้ามเนื้อหรือผิวหนังส่วนอื่นๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางทีเราสะพายกระเป๋าหรือนั่งทำงานนานๆแล้วปวดขมับ ขึ้นหัวคิ้ว วิ่งเข้ากระบอกตา หรือบางรายก็ถึงขั้นปวดกรามจนอ้าปากได้ลำบากนั่นเองครับผม

ลักษณะก้อน trigger point เมื่อกดโดนก้อนแล้วจะทำให้ปวดร้าวไปส่วนอื่นของร่างกาย

จุดสีแดงๆคือตำแหน่งที่ปวดร้าว เมื่อกดโดน trigger point ของกล้ามเนื้อ upper trapezius

วิธีรักษา

วิธีการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ และการคลายก้อน trigger point ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ นั่นคือใช้การยืดกล้ามเนื้อ เราตึงกล้ามเนื้อมัดไหนก็ยืดกล้ามเนื้อมัดนั้นทุกครั้งที่รู้สึกตึงเมื่อย (ดูวิธียืดกล้ามเนื้อ upper trapezius ในคลิปนี้)

แต่ถ้ายืดแล้วไม่หายปวดซะที ก็ใช้การบีบ นวด เอานิ้วกดคลึงตรงจุดที่ปวดจนกว่าจะหาย ก็ทำให้ก้อน trigger point นิ่มลง แล้วอาการปวดร้าวที่เราเป็นอยู่ก็จะเบาลงได้เองครับ

แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การออกกำลังกายกล้ามเนื้อช่วงคอบ่าและหัวไหล่ให้แข็งแรง เพราะความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะมีความสัมพันธ์กับอาการปวดเสมอ ถ้ากล้ามเนื้อแข็งแรงดี แต่มีก้อน trigger point ที่ใหญ่เราก็จะไม่ปวดมากเท่ากับคนที่กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงเลยครับผม

คลิป วิธียืดกล้ามเนื้อคอบ่าเพื่อลดปวด คลิ๊ก

คลิป ท่าออกกำลังกายบ่า สะบัก คอแข็งแรง คลิ๊ก

คลิป แก้คอยื่น คลิ๊ก

คลิป อธิบายก้อน trigger point คืออะไร คลิ๊ก